คดีฮั้วประมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: เมื่อ "ผู้สนับสนุน" ได้รับโอกาสจากศาล — บทเรียนจากคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ
ภาพรวมของคดี
คดีนี้สืบเนื่องจากโครงการจัดซื้อจัดจ้างรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ซึ่งอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนหลายรายในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (กฎหมายว่าด้วยการฮั้วประมูล) และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
โจทก์กล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจอนุมัติโครงการร่วมกับพวก กำหนดคุณลักษณะเฉพาะและราคากลางของพัสดุในลักษณะที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายหนึ่ง และจัดหาผู้เสนอราคาอีกรายมา "เทียบราคา" โดยไม่มีเจตนาแข่งขันกันอย่างแท้จริง เพื่อให้ผู้ประกอบการรายที่ต้องการเอื้อประโยชน์ชนะการประมูลและเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐได้สำเร็จ
ทีมงานของสำนักงานเราเป็นทนายความให้แก่ผู้เป็นกรรมการผู้จัดการของนิติบุคคลที่เข้าร่วมเสนอราคาในโครงการดังกล่าว ซึ่งถูกฟ้องในฐานะ "ผู้สนับสนุน" การกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
คำวินิจฉัยของศาล
ศาลพิพากษาว่าลูกความของเรามีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และเป็นผู้สนับสนุนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และ 12
ในการกำหนดโทษ ศาลได้พิจารณาบทกฎหมายที่มีอัตราโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามหลักกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท กำหนดโทษจำคุก 2 ปี 16 เดือน และปรับ 80,000 บาท แต่เนื่องจากคำให้การและพยานหลักฐานที่ลูกความนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลจึงลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงเหลือโทษจำคุก 30 เดือน และปรับ 60,000 บาท
จุดเปลี่ยนสำคัญ: เหตุผลที่ศาลให้ "รอการลงโทษ"
ประเด็นที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ แม้ศาลจะวินิจฉัยว่าลูกความมีความผิด แต่ศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับภูมิหลังของจำเลยแล้วเห็นว่า การกระทำเกิดจากการไว้วางใจบุคคลใกล้ชิดมากกว่าเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยตรงด้วยตนเอง และนิสัยความประพฤติของจำเลยยังอยู่ในวิสัยที่แก้ไขปรับปรุงได้ ศาลจึงเห็นสมควรให้โอกาสโดยรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
กล่าวโดยสรุป แม้ผลคดีจะไม่ใช่การยกฟ้องตามที่ฝ่ายจำเลยต่อสู้ แต่การนำสืบพยานหลักฐานเรื่องภูมิหลัง ความประพฤติ และพฤติการณ์ที่ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มหรือได้รับประโยชน์โดยตรงจากการกระทำความผิด มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อดุลพินิจของศาลในการกำหนดโทษ ทำให้ลูกความไม่ต้องรับโทษจำคุกจริง




ความคิดเห็น